ชื่อเรียกเดรส

ชื่อเรียกเดรส เดรสแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไรบ้าง

ไม่ว่าตอนไหนเวลาเห็นใครใส่ชุดที่เป็นชิ้นเดียว หรือเห็นตามร้านเสื้อผ้าก็มักจะเรียกแค่คำว่า “เดรส” ซึ่งเดรสนั้นมีรูปแบบที่หลากหลาย และ ชื่อเรียกเดรส แต่ละแบบเฉพาะของมัน

วันนี้เราจะมาแนะนำ ชื่อเรียกเดรส แต่ละแบบ และการสังเกตลักษณะเฉพาะของแต่ละแบบมีรูปแบบ หรือทรงกันอย่างไรบ้าง

เดรส คือ ชื่อเรียกของเสื้อผ้าชนิดหนึ่งของผู้หญิง โดยมีลักษณะในการตัดเย็บส่วนบน (เสื้อ) และส่วนล่าง (กระโปรง) ต่อกัน (รวมเป็นชิ้นเดียว) ชุดนี้เป็นที่นิยมของสาว ๆ ทุกยุคทุกสมัย และสามารถนำไปสวมใส่ และใช้ได้แทบทุกโอกาส

  • เอไลน์เดรส ( Aline Dress )

เดรสยอดฮิตของเหล่าสาว ๆ ที่เรียกกว่าต้องมีติดตู้แทบทุกบ้านแน่นอน ซึ่งเอไลน์เดรสนั้นจะมีจุดสังเกตเฉพาะได้จากส่วนบนของชุดนั้นจะเป็นแบบพอดีตัว จนถึงช่วงเอว หลังจากนั้นค่อย ๆ ขยายออกจนถึงชายกระโปรง

ชื่อเรียกเดรส-A-line

ภาพจาก Pinterest

  • Tent Dress or Trapeze Dress

ซึ่งรูปแบบเฉพาะของเดรสชนิดนี้นั้นจะมีลักษณะ โป่งพอง โดยส่วนไหล่จะแคบสุด และค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนถึงชายกระโปรง ตัวเนื้อผ้าที่ใช้จะมีลักษณะพริ้วไหว (หากยังนึกไม่ออกลองนึกถึงภาพเต็นท์ที่สำหรับตั้งแต่แคมป์กันดูนะคะ) ซึ่งเดรสชุดนี้สาว ๆ ที่ชื่นชอบสไตล์การแต่งตัวโอเวอร์ไซต์ ก็น่าจะได้เห็น หรือสวมใส่กันบ้างแล้ว

ชื่อเรียกเดรส-Tent Dress

ภาพจาก Pinterest

โดยส่วนใหญ่แม้ว่าชุดเดรสประเภทนี้จะเรียกได้ทั้งแบบ Tent และ Trapeze Dress แต่หากจะเรียก ชื่อเรียกเดรส ชุดนี้ละเอียดยิ่งขึ้นจะมีจุดสังเกตที่ชายกระโปรง โดยตัว Tent Dress นั้นตรงชายกระโปรงจะบาน และมีความพริ้วไหวมากกว่า Trapeze Dress หากยังสงสัยดูได้จากรูปด้านล่างคะ

ภาพจาก : moodfabrics.com

  • เอ็มไพร์เดรส (Empire line Dress)

เดรสชนิดนี้จะสังเกตช่วงเอวของชุดนั้นจะเริ่มจากทีใต้หน้าอก หรือมีการตกแต่งดีเทลของชุดช่วงใต้หน้าอกไม่ว่าจะเย็บเป็นเส้น ๆ รอบ ยางยืดรัด หรือส่วนเอวของชุดจะเริ่มจากใต้หน้าอก ซึงความยาวของชุดจะยาวลงถึงข้อเท้า

ชื่อเรียกเดรส-เอ็มไพร์เดรส

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสทรงตรง (Shift Dress)

ลักษณะของชุดส่วนแขนจะเป็นแขนกุด หรือแขนสั้น ความกว้างของชุดตั้งแตช่วงไหล่ จนถึงชายกระโปรง จะเท่ากันตลอด คล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ชื่อเรียกเดรส-shift dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดียร์นเดิลสเกิร์ต (Drindle Dress)

ชุดเดรสตัวนี้เป็นเดรสที่นิยมสวมใส่ของผู้หญิงยุโรปในสมัยก่อน  ซึ่งตัวชุดนี้จะเหมือนมีการปักผ้ากันเปื้อนไว้ที่ด้านหน้าของชุด

ชื่อเรียกเดรส-Drindle dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสเข้ารูป (Sheath Dress)

เดรสชนิดนี้จะตัดเย็บตัวชุดให้พอดีตัวไปกับผู้สวมใส่ และด้านหลังจะมีการทำซิปเพื่อให้เวลาสวมใส่ใส่ได้ง่าย ส่วนความยาวของชุดจะยาวเหนือหัวเข่า ซึ่งชุดนี้จะช่วยขับเน้นสัดส่วนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

ชื่อเรียกเดรส-Shealth dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสเอวต่ำ (Low or drop waist Dress)

เดรสเอวต่ำ เดรสชนิดนี้จะมีการเย็บตะเข็บตรงตำแหน่งสะโพก คล้ายเหมือนเอวกระโปรง ซึ่งตรงส่วนชายกระโปรงนั้นจะมีลักษณะออกบาน ๆ ดูพริ้วไหว ซึ่งมีทั้งรูปบบจับจีบ เป็นแบบชายระบาย แบบผ้าซีทรู ฯลฯ

ภาพจาก Pinterest

  • ทูนิคเดรส (Tunic Dress)

ชุดเดรสนี้จะออกสไตล์ oversize หลวม ๆ ใส่สบาย ซึ่งปลายชายกระโปรงนั้นอาจจะสิ้นสุด อยู่ตรงช่วงสะโพก หรือเหนือหัวเข่าเล็กน้อย ซึ่งเดรสลักษณะนี้ สามารถใส่เป็นชุดเดรส หรือใส่เป็นเสื้อตัวบน ซึ่งส่วนใหญ่จะใส่แมกช์กับกางเกงเลคกิ้ง

ชื่อเรียกเดรส-ทูนิคเดรส

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสจั้มเอว (Blouson Dress)

ชุดนี้จะสังเกตได้จากช่วงเอวนั้นจะเป็นแบบยางยืด หรือจั้มเอว ซึ่งเวลาสวมใส่ทำให้ส่วนบนดูหลวม ส่วนล่างจะพอดีตัว

ชื่อเรียกเดรส-blousson-dress

ภาพจาก Pinterest

  • เซิ๊ตเดรส (Shirt Dress)

เดรสชนิดนี้จะคล้ายทรงของเสื้อเซิ๊ต ช่วงคอจะเป็นแบบมีปก และด้านหน้าจะมีกระดุมติดถึงช่วงเอว หรือจนถึงชายกระโปรง ซึ่งในบางแบบอาจจะมีกระเป๋าด้วย

ชื่อเรียกเดรส-shirt-dress

ภาพจาก Pinterest

  • แรปเดรส (Wrap Dress)

ชุดเดรสนี้จะมีลักษณะนำผ้าทั้งสองด้านมาทบกันด้านหน้า ซึ่งด้วยลักษณะของชุดทำให้ช่วงคอของชุดเป็นแบบคอวี ซึ่งบางแบบจะมีสายผูกเอวให้ด้วย

ชื่อเรียกเดรส-warp-dress

ภาพจาก Pinterest

  • เบบี้ดอลเดรส (Baby Doll Dress)

Baby doll dress มักจะใช้เป็น ชื่อเรียกเดรส ที่กล่าวถึง ชุดเดรส หวาน ๆ น่ารัก ซึ่งส่วนบนของชุดจะเป็นทรงแบบพอดีตัวจนถึงช่วงเอว หลังจากนั้นช่วงล่างจะขยายออก (พอง) โดยความยาวของชุดเดรสนั้นจะอยู่เหนือเข่าขึ้นไป

ชื่อเรียกเดรส-body-con-dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสเข้ารูป หรือเดรสรัดรูป (Body con dress)

เดรสชนิดนี้ออกแบบทรงของชุดให้เข้ารูปกับหุ่นของผู้สวมใส่ ซึ่งเวลาสวมใส่จะทำให้โชว์สัดส่วนได้อย่างชัดเจน ตัวชุดนั้นจะมีความยาวเหนือหัวเข่าขึ้นไป และเนื้อผ้าที่ใช้จะเป็นผ้ายืด

ชื่อเรียกเดรส-body-con-dress

ภาพจาก Pinterest

  • คอกเทลเดรส (Cocktail Dress)

ซึ่งคำว่า “คอทเทลเดรส” นั้นจะเป็นการเรียกชื่อเดรสนี้ให้เข้ากับโอกาสในการสวมใส่เป็นหลัก เช่น งานเลี้ยงประเภทค็อกเทล เป็นต้น ซึ่งความยาวของชุดจะอยู่ช่วงเข่า หรือเหนือเขาขึ้นไป ซึ่งเริ่มแรกตัวชุดนั้นออกแบบมาสำหรับสวมใส่ในงานเลี้ยงค็อกเทล ซึ่งในระหว่างงานนั้นมักจะต้องเดินไปเดินมา จึงไม่เอื้อให้สาว ๆ สวมชุดยาว เพราะอาจจะถูกผู้ร่วมงานคนอื่นเหยียบชายกระโปรงจนหน้าคว่ำได้

ชื่อเรียกเดรส-cocktail-dress

ภาพจาก jjshouse

  • เดบูตองต์เดรส (debuntante dress)

เดบูตองต์ มีความหมายว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลชนชั้นสูงของชาวยุโรป ซึ่งตัวงานที่จัดเป็นการเปิดตัวลูกสาวของตระกูลเข้าสู่สังคม หรืออีกความหมายหนึ่งหมายถึงเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้พร้อมที่จะหาคู่ครองที่เหมาะสมแล้ว (ข้อมูล : wiki – Debutante)

ซึ่ง เดบูตองต์เดรส นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับชุดเจ้าสาวที่นิยมแต่งกันในปัจจุบัน โดยตัวชุดนั้นจะเป็นชุดสีขาวยาวจรดพื้น พร้อมสร้อยไข่มุก และสวมใส่ถุงมือสีขาวด้วย

ชื่อเรียกเดรส-เดบูตองค์-dress

  • Skater Dress

รูปทรงของเดรสนี้สังเกตได้จาก ช่วงลำตัวของชุดนั้นจะเป็นแบบเข้ารูป (ตั้งแต่ไหล่จนถึงช่วงเอว) ซึ่งส่วนกระโปรงนั้นจะเป็นแบบกระโปรงทรงกลม ซึ่งเวลาจับกระโปรงออกนั้นจะคล้ายกับรูปวงกลม  และความยาวของชุดจะอยู่เหนือหัวเข่าขึ้นไป

ชื่อเรียกเดรส-Skater-dress

ภาพจาก Pinterest

  • พินาฟอร์เดรส หรือเอี้ยมเดรส (Pinafore Dress)

ชื่อเรียกเดรส ชนิดนี้ หากเป็นภาษาไทย จะเรียกสั้น ๆ ว่า “ชุดเอี้ยม” แต่หากเป็นภาษาอังกฤษจะเรียกได้ทั้ง Pinafore dress หรือ Jumper dress ซึ่งลักษณะของชุดจะผสมผสานกันระหว่าง ชุดกระโปรงกับผ้ากันเปื้อน และส่วนล่างของชุดจะเป็นแบบกระโปรง ตัวชุดนี้มักที่จะสวมใส่พร้อมกับ เสื้อตัวบน เช่น เสื้อยืด เสื้อกล้าม หรือเสื้อเบลาส์  เป็นต้น

ชื่อเรียกเดรส-pinafole-dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสคุณยาย (Granny Dress)

เดรสชนิดนี้จะมีรูปทรงแบบหลวม แขนยาว ความยาวของชุดจะยาวต่ำกว่าหัวเข่า จนถึงข้อเท้า โดยเดรสชนิดนี้เป็นที่นิยมของหญิงสาว ใประเทศอังกฤษ และอเมริกา ช่วงปี 1960-1970 ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ผู้หญิงที่มีอายุยังคงนิยมสวมใส่อยู่ เนื่องจากเนื้อผ้าเบาบาง และตัวทรงที่เป็นแบบหลวม จึงทำให้เวลาสวมใส่รู้สึกสบาย และยังเคลื่อนไหวได้ง่าย

ชื่อเรียกเดรส-granny-dress

ภาพจาก Pinterest

 

  • เดรสนางเงือก (Mermaid dress / Trumpet Dress)

เดรสชนิดนี้จะเข้ารูปตั้งแต่ส่วนบนจนถึงช่วงหัวเข่า หลังจากนั้นตัวกระโปรงจะขยายออกจนถึงชายกระโปรง หรือเหมือนรูปหางปลา ซึ่งความยาวของชุดจะยาวจนถึงตามตุ่ม หรือลากพื้น

ชื่อเรียกเดรส-trumpet-dress

ภาพจาก Pinterest

  • แมกซี่เดรส (Maxi Dress)

แมกซี่เดรส หรือเดรสยาว ตัวเดรสจะมีลักษณะเข้ารูปในช่วงบนลำตัว ส่วนกระโปรงนั้นจะยาวจนถึงข้อเท้า หรือเหนือข้อเท้าเล็กน้อย ตัวเนื้อผ้าที่ใช้มักที่จะใช้ผ้าที่มีความพลิ้วไหว ซึ่งเวลาสวมใส่แล้วจะรู้สึกสบาย ทั้งยังอวดทรวดทรงความเป็นหญิง และโชว์ทรวดทรงของเราได้เป็นอย่างดี

ชื่อเรียกเดรส-Maxi-dress

ภาพจาก Pinterest

  • Swing Dress

เดรสชนิดนี้จะเข้ารูปช่วงบนสุด หลังจากนั้นจะขยายออกจนถึงชายกระโปรง โดยความยาวของชุดนั้นจะอยู่ช่วงหัวเข่า หรือเหนือหัวเข่าขึ้นไป

ชื่อเรียกเดรส-Swing-Dress

ภาพจาก Pinterest

  • Tutu Dress

ช่วงบนของชุดนั้นจะออกแบบมาให้พอดีกับลำตัว แต่ส่วนล่าง หรือกระโปรงนั้น จะมีลักษณะฟู่ฟ่อง มักจะใช้ผ้าตาข่ายมาเสริมเติมแต่ง หรือซ้อนกันหลายชั้น หรือหากยังนึกออกลองนึกถึง ชุดบัลเล่ต์ กันดูนะคะ

ชื่อเรียกเดรส-tutu-Dress

ภาพจาก uniondresses

  • เดรสหน้าร้อน Sun Dress

Sun Dress มักจะใช้เป็น ชื่อเรียกเดรส ที่เนื้อผ้ามีความพลิ้วไหว เนื้อผ้าบาง ระบายอากาศได้ดี ส่วนใหญ่มักจะสกรีนลายดอกไม้ และสวมใส่ในช่วงฤดูร้อน

ชื่อเรียกเดรส-Sun-Dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสสีดำตัวจิ๋ว (Little Black Dress – LBD)

LBD เดรสยอดฮิตของเหล่าสาว ๆ ที่ตู้เสื้อผ้าของเหล่าสาว ๆ ต้องมี ซึ่งเจ้า LBD นี้สามารถใส่ได้ทั้งหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะใส่ไปเที่ยว แฮงก์เอาท์ ออกงานทั้งกลางวัน หรือกลางคืน จุดสังเกตของเดรสชนิดนี้จะมีรูปทรงแบบสั้น และสีดำ

ชื่อเรียกเดรส-LBD

ภาพจาก Pinterest

  • มินิเดรส (Mini Dress)

ชุดเดรสนี้มีลักษณะที่สังเกตได้จาก ความยาวของชุดนั้นจะอยู่ช่วงระดับเข่า หรือเหนือเข่าขึ้นไป ชุดนี้จะเหมาะสาวไซส์มินิ รูปร่างเล็ก และช่วงขาไม่ยาว (ตัวเตี้ย) ซึ่งเวลาสวมใส่ทำให้ช่วงขาดูยาวยิ่งขึ้น

ชื่อเรียกเดรส-Mini dress

ภาพจาก Pinterest

  • คอร์เสคเดรส หรือ เดรสเอวเอส (Corset Dress)

เดรสเอวเอส ชุดนี้ตรงช่วงเอวจะรัด หรือเข้ารูป และตัวชุดช่วงหน้าอก จะช่วยดันทรงหน้าอกให้ดูใหญ่ขึ้น ซึ่งเวลาสวมใส่ตัวชุดจะช่วยขับเน้นทรวดทรงให้มีส่วนโค้งส่วนเว้ามากยิ่งขึ้น โดยเวลาสวมใส่ชุดนี้จะต้องใส่ คอร์เสทรัดเอว หรือสเตย์ เพื่อรัดตรงช่วงเอวให้เล็กยิ่งขึ้น (แต่หากสาวคนไหนเอวเอสอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใส่) หากสาวคนไหนที่อยากใส่ชุดนี้จำเป็นจะต้องมีความอดทนเป็นอย่างสูง และไม่ควรใส่นานเกินไป

ชื่อเรียกเดรส-Corset Dress

ภาพจาก Pinterest

  • กระโปรงปลายพลิ้วความยาวไม่เท่ากัน (Handkerchief Hem Dress)

จะสังเกตได้จากชายกระโปรงความยาวไม่เท่ากัน (สูงบ้าง-ต่ำบ้าง) และตัวกระโปรงจะมีลักษณะนำผ้ามาเย็บซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แบบจับจีบหนา หรือแบบทิ้งตรง

ชื่อเรียกเดรส-Handkerchief Hem Dress

ภาพจาก Pinterest

  • บุฟอนตเดรส (Bouffant Dress)

เดรสชนิดนี้เป็นตัวชุดจะเข้ารูปในช่วงบน และขยายออกตั้งแต่ช่วงเอว ซึ่งช่วงกระโปรงจะบานออกอย่างมาก และมีผ้าที่ซ้อนกันหลายชั้น หรือจับผ้าเป็นลาย ซึ่งชุดนี้เป็นชุดที่นิยมอย่างมากของผู้หญิงยุโรปในช่วงกลางคริสศตวรรษ 19 แต่ในปัจจุบันมักนิยมนำไว้ใช้เป็นชุดแต่งงาน

ชื่อเรียกเดรส-ฺBouffont Dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสสายเดียว (Slip Dress , Spagetti Dress, Camisole Dress)

ชุดเดรสชนิดนี้เดิมมีรูปแบบมาจาก ชุดชั้นใน หรือชุดนอน ที่ส่วนใหญ่ทำจากผ้าชาติน เพื่อให้สวมใส่รู้สึกสบาย  ซึ่งเหล่าแฟชั่นนิสต้านำมา Mix & Match ใหม่จนนำมาสวมใส่กลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ฮิตในปัจจุบัน

เดรสชนิดนี้จะคล้ายกับเสื้อสายเดี่ยว (Camisole) หรือเสื้อเกาะอก ที่มีสายเส้นเล็ก ๆ คล้องช่วงไหล่ ซึ่งความยาวของชุดนั้นจะมีทั้งแบบสั้น จนถึงยาวถึงข้อเท้า ซึ่งเดรสชนิดนี้นอกจากจะใส่เป็นชิ้นเดียวแล้ว ยังมักจะนำไปแมทช์กับเสื้อยืด (T-Shirt)

ชื่อเรียกเดรส-ฺSlip Dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสเปิดไหล่ (Off shoulder dress)

ชุดชนิดนี้จะเผยช่วงไหล่ของเรา คล้ายชุด ๆ เกาะอก แต่จะมีแขนเสื้อโดยจะอยู่ในระดับเดียวกับหน้าอกของเรา

ชื่อเรียกเดรส-ฺoff shoulder dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสเกาะอก (Strapless Dress)

ชุดเดรสชนิดนี้เหมือนเสื้อเกาะอก ที่ตัวชุดส่วนบนจะเริ่มจากหน้าอก และไม่มีสายคล้อง และแขนเสื้อ โดยความยาวของชุดนั้นเริ่มจากเหนือหน้าอกขึ้นลงมาเล็กน้อย และความยาวของชุดจะมีทั้งแบบสั้น และแบบยาวจนถึงข้อเท้า

ชื่อเรียกเดรส-ฺstrapeless dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสคล้องคอ (Halterneck Dress)

เดรสชนิดนี้ตัวชุดนั้นจะโชว์ไหล่ พร้อมสายคล้องคอ และโดยส่วนใหญ่ด้านหลังของชุดเป็นแบบเปลือย โดยส่วนใหญ่ชุดนี้จะมีรูปทรงคล้ายคลึง ชุดเกาะอก และเปิดไหล่ โดยจะมีสายคล้องคอเพิ่มขึ้นมา ตรงสายคล้องคอเอาจะเป็นทั้งแบบสายเส้นเล็ก ๆ ผูก หรือเป็นผ้าทั้งชิ้นปิดช่วงคอ (แบบคอเสื้อสูง) จึงถือเป็นอีกไอเท็มหนึ่งที่สาว ๆ ต้องการลุคเซ็กซี่แต่กังวลว่า ชุดเกาะอก หรือเปิดไหล่ เวลาสวมใส่ตัวชุดนั้นจะหลุด หรือไหลลงมาได้ ชุดนี้จึงถือว่าออกแบบมาเพื่อช่วยให้เวลาสวมใส่มีความมั่นใจยิ่งขึ้น

ชื่อเรียกเดรส-Halter dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสเปิดไหล่ข้าง (One Shoulder Dress)

เดรสเปิดไหล่ข้างเดียว หรือชุดโชว์ไหล่ข้างเดียวลักษณะเฉียง ซึ่งชุดนี้เวลาสวมใส่จะได้ทั้งลุคเซ็กซี่ และดูหรูหราเรียบโก้ในลุคเดียวกันเลยค่ะ

ชื่อเรียกเดรส-one shoulder dress

ภาพจาก Pinterest

  • เดรสคลุมไหล่ (Cape Dress)

ชุดเดรสที่ออกแบบโดยผสมผสานระหว่าง ชุดเดรส กับผ้าคลุมไหล่ ซึ่งเวลาสวมใส่ชุดนั้นจะเหมือนมีผ้าคลุมไหล่ไว้ตลอดเวลา

ชื่อเรียกเดรส-Cape Dress

ภาพจาก Pinterest

  • เพ็บลั่มเดรส (Peplum Dress)

ชุดเดรสนี้จะมีผ้าระบายแต่งตรงช่วงเอว โดยความยาวของชุดนั้นมีตั้งแต่ช่วงระหว่างเข่าจนถึงพื้น

ชื่อเรียกเดรส-Peplum dress

ภาพจาก Pinterest

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
Share this :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

two × 4 =