ทรงกระโปรง แต่ละแบบเรียกชื่อว่าอะไรบ้าง

ทรงกระโปรงแต่ละแบบ เรียกกันยังไงบ้าง

สาว ๆ หลาย ๆ คนอาจจะพบปัญหาในการเรียกชื่อ ทรงกระโปรง แต่ละแบบ หรือไม่รู้ว่ากระโปรงที่เราใส่อยู่นั้นเค้าเรียกว่าอะไรกันอยู่ใช่มั่ยหล่ะ! หรือคนอื่นเรียกกันแต่เราไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นแบบไหนบ้าง?

วันนี้เราจะมาแนะนำ ทรงกระโปรง แต่ละรูปแบบว่ามีความแตกต่าง และชื่อเรียกกันอย่างไรบ้าง … เอาล่ะ! มาเริ่มกันเลยค่ะ มาดูว่า ทรงกระโปรง 29 แบบที่เราสรุปให้มีอะไรบ้าง

1. กระโปรงทรงเอ หรือ กระโปรง A-LINE (A-Line Skirt)

ทรงกระโปรง นี้ตั้งชื่อจากตัวอักษรตัว A ซึ่งจะมีรูปแบบทรงที่เริ่มแคบตั้งแต่ช่วงเอว และจะเริ่มค่อย ๆ ขยายออกเรื่อย ๆ จนถึงช่วงปลายกระโปรง แต่ตัวกระโปรงไม่มีจีบ ซึ่งตัวรูปแบบกระโปรงทรงเอ นั้นถือว่าเป็นต้นแบบของกระโปรงอีกหลาย ๆ แบบด้วยนะคะ

  1. กระโปรงทรงไม่สมมาตร (Asymmetrical Skrit)

กระโปรงทรงนี้ดูข้อแตกต่างจากทรงได้ง่าย ๆ ซึ่งตัวทรงกระโปรงนั้นข้างหนึ่งยาว อีกข้างสั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านซ้ายสั้น ด้านขวายาว หรือ ด้านหน้าสั้น ด้านหลังยาว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบกระโปรงนั้น

กระโปรงทรงไม่สมมาตร

  1. กระโปรงทรงระฆัง (Bell Shape Skirt)

จะมีจุดสังเกตของ ทรงกระโปรง นี้ได้จากตรงช่วงเอวนั้นจะแคบ และจะขยายออกทันที หลังจากนั้นจะเป็นทรงตรงจนถึงปลายกระโปรง หากยังไม่นึกออกให้ลองนึกรูป ระฆัง นะคะ

  1. กระโปรงทรงบอลลูน (Bubble Skirt)

กระโปรงทรงนี้เหล่าสาว ๆ ที่ชื่นชอบสไตล์วินเทจอาจจะเห็นมาบ้าง เพราะเป็นทรงกระโปรงที่ฮิตในช่วงปี 1950 โดยตัวรูปแบบทรงกระโปรงนั้นช่วงเอวจะแคบ  ส่วนตรงสะโพกจะพองออก ส่วนปลายนั้นจะซุกเข้า ซึ่งกระโปรงทรงนี้จะช่วยขับสัดส่วนตรงสะโพกได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสาว ๆ คนไหนที่สะโพกใหญ่อยู่แล้ว กระโปรงทรงนี้ควรจะหลีกเลี่ยงนะคะ ( แต่หากยังสงสัยว่าหุ่นแเราจะแต่งตัวอย่างไร มาลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ  >>  เคล็ดลับการแต่งตัวตามรูปร่าง )

Bubble-skirt-retro-1

 

  1. กระโปรงบัชเชิล (Bustle Skirt)

กระโปรงทรงนี้จะเป็นกระโปรงที่นิยมใส่ของเหล่าสาวยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยเวลาสวมใส่นั้นมักจะสวมทับกับชุดเดรสที่ใส่ โดยกระโปรงทรงนี้จะมีจุดเด่นที่ตรงส่วนด้านหลัง ที่จะพองออก และตัวกระโปรงจะมีดีเทลที่ตกแต่งค่อนข้างเยอะ

 

  1. กระโปรงทรงไม้กวาด (Broomstick Skirt)

กระโปรงทรงนี้จะคล้ายคลึงกับกระโปรงพลีท ตัวกระโปรงนั้นจะยาวเลยครึ่งหน้าแข้งลงไป โดยรอบมักจะเย็บเป็นจีบแนวขวางรอบ ๆ ตัว และตัวเนื้อผ้าจะดูยับ ๆ ย่น ๆ  และส่วนปลายนั้นจะบานออกเล็กน้อย ซึ่งหากสาวคนไหนขี้เกียจรีดผ้า กระโปรงทรงนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีเลยหละค่ะ ฮ่า ๆ

broomstick-skirt

  1. กระโปรงทรงกลม (Circle Skirt)

กระโปรงทรงนี้จะเริ่มแคบสุดตั้งแต่ช่วงเอว ส่วนปลายจะบานออก ซึ่งจะคล้ายกับกระโปรงทรงเอ แต่จะมีส่วนแตกต่างตรงที่ส่วนปลายจะบานกว่ากระโปรงเอ และเวลาเราจับกระโปรงกางออกนั้น ตัวกระโปรงจะมีรูปคล้ายกับรูปวงกลม จึงเป็นที่มาของชื่อ กระโปรงทรงกลม ไงหละค่ะ

Pic : Sew Scoundrel

  1. กระโปรงยีนต์ (Denim Skirt)

จริง ๆ แล้วกระโปรงยีนต์นี้มีรูปแบบทรงมากมาย แค่แตกต่างที่เนื้อผ้าที่ใช้เป็น ผ้ายีนต์ ซึ่งกระโปรงนี้มีจุดเริ่มต้นจาก เหล่าสาวฮิปปี้ในสมัยก่อนที่นำกางเกงยีนต์เก่า ๆ มารีไชเคิล เย็บใหม่ให้เป็นทรงกระโปรง ปัจจุบัน จึงกลายมาเป็นกระโปรงที่ยอดฮิดของเหล่าสาว ๆ นี่แหละ

denim-skirt

  1. เดียร์นเดิลสเกิร์ต (Dirndl Skirt)

ทรงกระโปรงนี้จะคล้ายคลึงกับทรงกระโปรงบอลลูน โดยจะแคบที่ช่วงเอว และขยายออก แต่ตรงช่วงปลายกระโปรงนั้นจะไม่งุ้มเข้า แต่จะทิ้งตัวลงมาเลย โดยเจ้ากระโปรงนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศออสเตรีย ,แคว้นไทรอล (ปัจจุบันเมืองทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี)และรัฐบาวาเรีย (ปัจจุบันเป็นแคว้นหนึงของประเทศเยอรมณี)

10. โกเดทสเกิร์ต (Godet Skirt)

ตัวรูปแบบ ทรงกระโปรง นั้นจะเหมือนกับกระโปรงทรงเอ ซึ่งจะมีส่วนแตกต่างตรงที่ชายกระโปรงนั้นจะมีเย็บเสริมผ้าให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมรอบ ๆ  ชายกระโปรง ซึ่งจะช่วยเสริมให้ตัวกระโปรงนั้นดูมีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งเวลาสวมใส่นั้นจะเหมือนกระโปรงทรงตรงทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหวเมื่อไร จะทำให้เห็นตัวเนื้อผ้าที่จีบซ่อนไว้ ซึ่งจะทำให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น

11. กรอสเกิร์ต (Gored Skirt)

กระโปรงทรงนี้ถือว่าเป็นไอเท็มหนึ่งที่อยู่ในหมวดหมู่ของกระโปรงทรงเอ แต่จะต่างตรงที่ส่วนปลายของชายกระโปรงที่บานออก และมีเย็บเสริมผ้าซ้อนเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมหลาย ๆ ชิ้น  ซึ่งตัวทรงนี้จะช่วยให้ผู้ที่เคลื่อนไหวสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกเวลาสวมใส่

ซึ่งหลายคนนั้นมีความเข้าใจว่า Godet กับ Gored Skirt นั้นคือกระโปรงเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว รูปแบบกระโปรงทั้ง 2 แบบนี้จะมีข้อแตกต่างซึ่งสังเกตได้จาก ตำแหน่งเริ่มต้นในการเย็บเสริมผ้า ซึ่ง Gordet Skirt นั้นจะเริ่มตั้งแต่ส่วนเอว หรือต่ำกว่าเล็กน้อยจนถึงชายกระโปรง แต่ Gored Skirt ความยาวของผ้าที่เสริมนั้นจะสั้นกว่า Godet ครึ่งหนึ่ง

12. กระโปรงทรงบาน (Flared Skirt)

กระโปรงทรงนี้จะคล้ายกับกระโปรงทรงเอ แต่ตรงส่วนชายกระโปรงนั้นจะบานออกกว้างมาก ซึ่งเวลาสวมใส่นั้นจะดูเก๋ไก๋ และมีระดับ ซึ่งใส่ได้ทั้งในงานปาร์ตี้ หรือชุดทำงาน

flare-skirt

13. กระโปรงทรงยิปซี (Gypsy Skirt)

เป็นกระโปรงที่มีความยาวของชายกระโปรงถึงประมาณปลายเท้า ตัวเนื้อผ้าจะมีความพลิ้วไหวสูงมาก ซึ่งทรงกระโปรงนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ ที่หลงไหลในการแต่งตัวสไตล์โบฮีเมียน

Gpysy skirt-1

14. กระโปรงทรงระบาย (Layer Skirt or Ruffle Skirt)

ตัวกระโปรงนั้นจะแต่งด้วยการนำผ้าหลาย ๆ ชิ้นมาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จะมากน้อย ขึ้นอยู่กับรูปแบบของกระโปรง ซึ่งตัวกระโปรงนั้นจะทำให้ลุคของผู้สวมใส ดูเป็นผู้หญิงผู้หญิง ซึ่งสามารถสวมใส่ได้ทั้งแบบชุดแฟชั่น หรือเป็นชุดออกงานในโอกาสต่าง ๆ

15. แม็กชี่สเกิร์ต (Maxi Skirt)

ถือเป็นอีกไอเท็มหนึ่งที่สุดฮืต ของเหล่าสาว ๆ เนื่องจากเวลาสวมใส่จะรู้สึกสบาย และยังสามารถช่วยอำพรางหุ่นเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งกระโปรงทรงนี้จะสังเกตได้ง่าย ๆ ตัวกระโปรงนั้นจะยาวจากเอว จนถึงข้อเท้าของเรา

maxi-skirt

16. กระโปรงทรงนางเงือก หรือทรงหางปลา (Mermaid or Fishtail Skirt)

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าตัวทรงเป็นแบบไหน ซึ่งตัวทรงกระโปรงนี้ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากนิยายที่เกี่ยวกับนางเงือก

Fishtail skirt

17. มินิสเกิร์ต หรือกระโปรงสั้นเหนือเข่า (Mini Skirt)

อีกหนึ่งไอเท็มยอดฮิตของสาว ๆ ในปัจจุบัน โดยรูปแบบของกระโปรงทรงนี้ ตัวชายกระโปรงจะอยู่เหนือเข่าขึ้นไป ซึ่งเวลาสวมใส่ทำให้ได้ลุคเซ็กซี่ อีกทั้งยังสามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี

mini-skirt

18. เพ็สแชนท์สเกิร์ต (Peasant Skirt)

กระโปรง บาน ๆ พลิ้ว ๆ ตัวทรงกระโปรงจะมีเส้นแนวขวางคั่นเป็นชั้น ซึ่งอาจจะตกแต่งด้วยการเดินด้ายเป็นชั้น ๆ หรือนำผ้าอีกชั้นมาต่อเสริมกัน ซึ่งจะทำให้ดูเป็นคลื่น ๆ บนผ้าชั้นเดียว ซึ่งกระโปรงทรงนี้เป็นที่นิยมของเหล่าสาว ๆ ฝั่งทางยุโรป และอเมริกา เป็นอย่างมาก

19. กระโปรงทรงดินสอ หรือกระโปรงทรงกระบอก (Pencil / Tube / Straight Skirt)

กระโปรงทรงดินสอ กระโปรงทรงกระบอก หรือกระโปรงทรงตรง (หลายชื่อแฮ่ะ) ตัวกระโปรงตัวนั้นตัวทรงจะเป็นทรงตรง โดยความยาวของกระโปรงจะยาวมากสุดไม่เกินถึงครึ่งน่อง และความกว้างของเอว กับชายกระโปรงจะเท่ากัน

20. กระโปรงพลีท (Pleated Skirt)

กระโปรงทรงนี้สาว ๆ หลาย ๆ คนอาจเคยสวมใส่กันบ้างแล้ว หรือได้เคยเห็นกันบ่อย ๆ นั่นก็คือ กระโปรงนักศึกษา ลักษณะเด่นของกระโปรงที่สังเกตได้นั่น คือ การมีจีบเป็นแนวตั้งรอบ ๆ ตัว เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง หรือถี่ ๆ  กระโปรงทรงนี้เหมาะมากสำหรับสาวร่างท้วม หรือสาวที่มีส่วนสะโพกที่ใหญ่ ตัวกระโปรงสามารถช่วยซ่อนรูปได้เป็นอย่างดี

Pleat-skirt

21. พุดเดิลสเกิร์ต (Poodle Skirt)

ถือเป็นกระโปรงสุดฮิตในช่วงปี 1950 แต่ ณ ปัจจุบัน กระโปรงรูปแบบนี้ถือว่าเป็นรูปแบบกระโปรงที่สุดเห่ยเลยก็ว่าได้ ซึ่งแรงบันดาลใจในการออกแบบทรงกระโปรงนี้มาจากความน่ารัก สุนัขพุดเดิ้ล ซึ่งการออกแบบนั้นจะมีลวดลาย เชือก และสุนัขพุดเดิ้ล ซึ่งเมื่อเวลานั่งจะเหมือนว่าเรากำลังจูงหมาพุดเดิ้ลอยู่

22. กระโปรงผ้าป้าย ผ้าถุง หรือผ้าซิ่น (Warp Skirt or Sarong Skirt)

ผ้าถุง หรือผ้าซิ่น ทำจากผ้าผืนใหญ่ โดยผืนผ้าจะเป็นแบบเย็บตะเข็บให้ติดกัน หรือเป็นผ้าผืนใหญ่ผืนหนึ่ง ซึ่งเวลาสวมใส่อาจจะมีความลำบากสักหน่อยสำหรับคนที่ไม่เคยสวมใส่ ซึ่งต้องผูก หรือมัดเข้าด้วยกัน และหากไม่ระวังก็อาจจะหลุดออกมาได้ด้วย ชุดนี้ถือว่าเป็นชุดประจำชาติของหลาย ๆ ชาติในแถบอาเชียนด้วย

ซึ่งคำว่า Warp Skirt หรือ Sarong Skirt นั้นจะมีความแตกต่างถึงเรื่องลวดลาย และโอกาสตอนสวมใส่

  • Saron Skirt หมายถึง การนำผ้าผืนใหญ่ผืนหนึ่ง นำมาผูกรอบช่วงเอว จนกลายเป็นกระโปรง มักเห็นได้บ่อยสาว ๆ ที่ไปเที่ยวทะเล และนำผ้ามาผูกช่วงล่างให้คล้ายกระโปรง ซึ่งจะแมกช์กับชุดว่ายน้ำ หรือชุดที่ใส่สบาย ๆ วันที่ไปเที่ยวทะเล
  • Warp Skirt นั้นเวลาสวมใส่จะเหมือน Saron Skirt คือผูกรอบช่วงเอว จนกลายเป็นกระโปรง ซึ่งทั้งตัวเนื้อผ้า และโอกาสในการสวมใส่ จะเหมาะกับการแต่งเป็นชุดแฟชั่น หรือชุดสุภาพ

sarong-warp-skirt

23. คิลล์สเกิร์ต (Kilt Skirt)

Kilt หรือคิลล์ เป็นชื่อเรียกเครื่องการแต่งกายประจำชาติของชาวสกอตแลนด์ ซึ่งคิลล์สเกิร์ตถือเป็นกระโปรงประเภทหนึ่งแบบป้าย ซึ่งเวลาสวมใส่จะต้องผูกเอวเอง แต่รูปแบบกระโปรงจะมีข้อแตกต่างกับแบบ warp นั้นคือ ด้านหน้าเรียบ ส่วนหลังจะมีการจับจีบ และลวดลายส่วนใหญ่จะเป็นลายตารางหมากรุก หรือลายสก็อต

24. กระโปรงสเกตน้ำแข็ง หรือกระโปรงทรงครึ่งวงกลม (Skater Skirt)

กระโปรงทรงนี้มีแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากชุดของนักสเก็ตน้ำแข็ง ซึ่งจุดเด่นของรูปแบบกระโปรงทรงนี้ คือ กระโปรงเอวสูง และความยาวของกระโปรงจะสั้นอยู่ประมาณครึ่งขาอ่อน วัสดุที่ใช้ทำจากเนื้อผ้าที่พริ้วไหวเวลาเคลื่อนไหว

25. กางเกง ทรงกระโปรง (Skort Skirt)

กระโปรงกึ่งกางเกง หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กระเปง ตัวทรงออกแบบผสมผสานระหว่างกางเกง กับกระโปรงในแบบเดียว หรือกางเกงที่ตกแต่งด้วยผ้าปิดรอบ ทำให้ดูเป็นทรงกระโปรง

26. กางเกง ทรงกระโปรง แบบยาว (Trouser Skirt)

ทรงกระโปรงแบบนี้จะเหมือนกับ Skort Skirt จะต่างกันแค่ที่ความยาวนั้นจะยาวเลยครึ่งน่องหรือยาวลงมาจนถึงตาตุ่ม หรีอกางแขนขายาวนั่นเอง

27. กระโปรงทรงทิวลิป (Tulip Skirt)

กระโปรงทรงนี้จะมีรูปทรงคล้ายดอกทิวลิป ซึ่งตัวด้านหน้าของกระโปรงจะมีพับซ้อนกันเหมือนกับกลีบของดอกทิวลิป ความยาวของกระโปรงนั้นจะอยู่ช่วงประมาณเข่า

tulip-skirt

28. ทรงกระโปรง เจ้าหญิง (Tutu Skirt หรือ Tulle Skirt)

กระโปรงฟูฟู่ เป็นกระโปรงทรงที่เหมาะมากสำหรับสาว ๆ ที่ชอบ ฟรุ้งฟริ้ง เว่อวัง ซึ่งเวลาสวมใส่ทำให้ได้ลุคหวาน ตัวทรงกระโปรงนั้นจะเป็นแบบบาน และเนื้อผ้าเบา ที่ฟูและกางออก แต่หากยังนึกไม่ออก ลองนึกถึงชุดของเจ้าหญิงตามเทพนิยายต่าง ๆ

 

29. คาร์โก้สเกิร์ต (Cargo Skirt)

ตัวกระโปรงนั้นออกแบบมาจาก กางเกงของทหารที่มีกระเป๋าเยอะ ๆ ซึ่งตัวทรงกระโปรงนั้นจะออกแบบมาคล้ายกับกระโปรงทรงตรง แต่จะมีการเสริมแต่งด้วยกระเป๋าหลาย ๆ ช่อง และมักทำจากผ้าหนา ๆ

cargo-skirt

Soure : lookgud  , Pic : pinterest

Share this :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

twenty + 2 =